ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
รายจ่ายภาครัฐสูงกว่ารายได้ การปรับขึ้น VAT ในที่สุดก็ต้องขึ้น!!!
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดว่า การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อาจเกิดขึ้นจริง โดยเสนอแนวคิดปรับขึ้น VAT จาก 7% เป็น 8.5% (เพิ่มขึ้น 1.5%) ในปี 2571 เพื่อเพิ่มรายได้รัฐบาล การขึ้นครั้งนี้คาดว่าจะทำให้รายได้รัฐเพิ่มขึ้นราว 0.7% ของ GDP แต่จะฉุดการบริโภคให้ลดลงเกือบ 0.1% เนื่องจากผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในญี่ปุ่นที่เคยเกิดภาวะบริโภคหดตัวหลังขึ้นภาษี
แต่ทว่า ประเด็นขาดดุลการคลัง โดยกระทรวงการคลังมีแผนจะปรับ VAT จาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2571 และอาจถึง 10% ในปี 2573 เพื่อแก้ปัญหาฐานะการคลังที่ขาดดุล ซึ่งต้องอาศัยการเติบโตทางเศรษฐกิจและมาตรการรองรับควบคู่กันไป สาเหตุที่ต้องขึ้น VAT (จากมุมมองการขาดดุล):
สถาบันวิจัย TDRI สนับสนุนการปรับ VAT กลับขึ้นเป็น 8.5% ในปี 2568-2571 และ 10% ในปี 2573 โดยชี้ว่า การปรับ VAT เป็นทางเลือกที่สำคัญในการสร้างรายได้รัฐระยะยาวลดปัญหาขาดดุลงบประมาณ แต่ในระยะสั้นควรใช้มาตรการเยียวยาผู้มีรายได้น้อยควบคู่กันไป เพื่อลดผลกระทบทางสังคม
การอุดรูรั่วทางการคลังด้วยภาษีสรรพสามิตและการปฏิรูปภาษีอื่นๆ กลายเป็นทางเลือกสำคัญในระยะสั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพการคลังและลดขาดดุลให้อยู่ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572-2573 ขณะที่การปรับ VAT ยังต้องรอจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัว กลยุทธ์ที่รัฐบาลเลือกใช้จึงต้องเน้นความสมดุลระหว่างการเพิ่มรายได้รัฐกับการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
สภาพัฒน์ฯ (NESDC) ระบุว่า GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และหดตัว 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนว่า กำลังซื้อของประชาชนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจยังคงซบเซา การปรับขึ้น VAT ในช่วงนี้จึงอาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมและกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดจากตัวเลข GDP ที่สะท้อนความเปราะบาง
สัดส่วนรายได้รัฐต่อ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 17% ในปี 2536 เหลือเพียง 14.9% ในปี 2568 โดยกรมจัดเก็บรายได้ภาษีทั้งสามกรมจัดเก็บได้น้อยกว่าประมาณการทั้งหมดรวมกว่า 1.12 แสนล้านบาท โดยแยกเป็นกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร จัดเก็บได้น้อยกว่าประมาณการ 3.7 หมื่นล้านบาท 7.2 หมื่นล้านบาท และ 3 พันล้านบาท ขณะที่รายจ่ายภาครัฐปรับตัวสูงขึ้นตามภาระสวัสดิการและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างนี้ทำให้รัฐบาลต้องหาแนวทางใหม่ในการเสริมรายได้ โดยไม่สร้างภาระเกินควรแก่ประชาชน
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศต่าง เห็นตรงกันว่า การปรับปรุงโครงสร้างรายได้รัฐอย่างต่อเนื่อง และรอบด้านเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ไทยมีความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว เมื่อ VAT ยังไม่สามารถปรับขึ้นได้ตามเป้า แผนการคลังระยะสั้นถึงกลาง จึงต้องเน้นการเพิ่มรายได้จากภาษีสรรพสามิตและมาตรการอื่นๆ เช่น การปรับเพิ่มอัตราสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาท/ลิตร ในปี 2570–2571 และการขยายฐานภาษีนำเข้าในกลุ่ม 'Low-Value Goods' ที่เดิมไม่ถูกจัดเก็บภาษี โดยจะเริ่มเก็บ VAT และอากรขาเข้าตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการใช้เทคโนโลยี Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ลดการเลี่ยงภาษีทั้งในกลุ่มบุคคลและธุรกิจ รวมทั้งอุดรูรั่วทางการคลัง เช่น ภาษีสรรพสามิตยาสูบที่หายไปกว่า 70,000 ล้านบาทในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากการคิดภาษีแบบ 2 อัตราทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด กระทบต่อรายได้สรรพสามิต
บทสรุป ภาพรวมรายจ่ายภาครัฐสูงกว่ารายได้ (ขาดดุลงบประมาณ) เมื่อรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่าที่เก็บภาษีได้ต่อเนื่อง จะทำให้เกิดหนี้สาธารณะสูงขึ้น นำไปสู่การพิจารณาขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในไทยอย่างแน่นอน...
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด